โคตรเจ๋ง ดร. มาฮาดีร์ จัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษข้าราชการมาเลเซีย

“มหาธีร์” จัดเต็ม เตรียมจัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษข้าราชการของมาเลเซียทุกคน

ในยุคนี้ ทุกประเทศก็ต่างให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษาสากล และมีความจำเป็นต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศชาติเป็นอย่างสูงที่สุด แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเรา ท่านมหาธีร์ โมฮามัด (มาฮาดีร์ บิน โมฮามัด) ในวัย 92 ปี ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561  ก็เตรียมที่จะยกระดับภาษาอังกฤษ ให้กับคนในชาติ โดยเริ่มต้นที่ข้าราชการของประเทศมาเลเซียทุกคน

“ภาษาอังกฤษ ปัจจุบันนี้เป็นภาษาที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เราจะต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสาร ทำธุรกิจการค้าและเจรจาต่อรองกับชาวต่างประเทศ ดังนั้น เราจึงเริ่มที่ข้าราชการของเรา จะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นก้าวแรก ในการพัฒนาบุคลากรของเราให้มีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ”

ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด

Mahathir-Mohamad

ประวัติโดยย่อของ มาฮาดีร์ โมฮามัด

ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด ปัจจุบันมีอายุถึง 92 ปี แต่ก็ยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย โดยก่อนหน้าก็เคยเป็นนายกมาแล้ว 1 ครั้ง และนอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลากหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการค้า และกระทรวงศึกษาธิการ

ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด เป็นคนที่มีความคิดพัฒนาอยู่ตลอดเวลา มองภาพรวมของอนาคต และพยายามพัฒนาประเทศให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน และหนีจากการเป็นประเทศที่ 3  โดยตลอดระยะเวลาการทำงาน ที่ ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยก่อนหน้านั้น ส่งผลให้ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกในตอนนั้นเลยทีเดียว

ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ที่สนับสนุนวิชาภาษาอังกฤษมาโดยตลอด ในช่วงหนึ่งของการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เคยปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยให้สอนโดยภาษาอังกฤษ ซึ่งผลจากการส่งเสริมทางภาษาอังกฤษนี้ ทำให้ประเทศมาเลเซีย มีดัชนีวัดความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษของคนในชาติอยู่ในอันดับที่ 13  จาก 80 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว

ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยปัจจุบันนี้ ดร. มาฮาดีร์ โมฮามัด ก็พุ่งเป้าไปที่การพัฒนาภาษาอังกฤษให้แก่คนในชาติ โดยเล็งเห็นว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าไปได้มากกว่าที่เป็น และเป็นการยกระดับความรู้ ให้แก่คนในชาติ ซึ่งก็ถือว่าเป็นนโยบายสำคัญของมาเลเซียในปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

มาแปลก เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามสอนภาษาอังกฤษในเด็กต่ำกว่าป.3

อย่างที่ทราบกันดีว่าทุกวันนี้ ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาสากลที่มีความสำคัญ ทั้งในด้านของการศึกษาและในด้านของธุรกิจการค้าในอนาคต แม้กระทั่งประเทศไต้หวันเองยังมีการสนับสนุนให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการภาษาที่สองรองจากภาษาจีน และมีการส่งเสริมให้เรียนภาษาอังกฤษกันตั้งแต่อนุบาล แต่ในทางกลับกัน ประเทศเกาหลีใต้ก็ได้มีประกาศสั่งห้ามสอนภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กในชั้นที่ต่ำกว่าประถม 3  หรือพูดอีกอย่างว่า จะเริ่มเรียนอังกฤษได้ต่อเมื่อขึ้นป 3 แล้วนั้นเอง ซึ่งทั้งนี้มตินี้ก็ได้มีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญในปี 2016  เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

โดยทางประเทศเกาหลีใต้ได้มีการสำรวจและศึกษา ถึงผลกระทบต่อการเรียนภาษาอังกฤษในเด็กเล็ก ว่าอาจจะมีผลกระทบทำให้ทักษะในการพัฒนาภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นภาษาแม่ ลดน้อยถอยลง โดยผู้เเชี่ยวชาญทางด้านภาษาแห่งประเทศเกาหลีใต้ ก็ได้มีการศึกษาและพบว่า อายุที่จะให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษ โดยไม่มีผลกระทบหรือมีผลกระทบต่อภาษาเกาหลีน้อยที่สุด ก็คือตั้งแต่ระดับชั้นป. 3 ขึ้นไป โดยมีเหตุผลสนับสนุนต่อว่า ก่อนที่จะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษนั้น ก็ควรที่จะพัฒนาทักษะภาษาเกาหลี และทักษะการเข้าสังคม สำหรับเด็กให้ดีเสียก่อน

แบนภาษาอังกฤษ-02

แต่ทั้งนี้ในฝั่งของผู้ปกครองส่วนใหญ่ ก็ยังให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ โดยมองว่า การเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเล็ก จะทำให้เด็กสามารถจดจำได้ดี และจะทำให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ในชั้นประถม ซึ่งเด็กก็จะสามารถหาความรู้และมีการพัฒนาทางด้านการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และยังบอกต่อว่า ภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก เพราะคนที่สอบไม่ผ่านในระดับชั้นมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่แล้วจะ ไม่ผ่านกันที่วิชาภาษาอังกฤษนั่นเอง

>>น้อง ม.ต้น พูดภาษาอังกฤษแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบเนียนกริ๊บ

และถึงแม้จะมีกฎระเบียบในการห้ามสอนภาษาอังกฤษ ในเด็กที่ต่ำกว่าชั้นป. 3  ประกาศออกมาแบบนี้แล้วก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังยอมเสียสตางค์ เพื่อให้ลูกไปเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโรงเรียนบริบาล และไม่อยู่ในระเบียบข้อบังคับดังกล่าว ยังมีการสอนภาษาอังกฤษได้อยู่ โดยได้มีการประเมินราคาค่าเรียนของเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถม 1 และ 2  อย่างคร่าวๆ ไว้เท่ากับประมาณ  20,000-40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลย สำหรับฐานเงินเดือนของชาวเกาหลีใต้ ที่อยู่ในระดับประมาณ 40000 ถึง 60000 บาทต่อเดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีหลายคนที่มองว่า กฎข้อบังคับนี้ จะสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ทำให้ไม่สามารถได้รับการศึกษาเทียบเท่ากับผู้ที่มีรายได้มาก ซึ่งถือว่าเป็นการเสียเปรียบในการแข่งขันทางด้านการศึกษาไปเลยทีเดียว เพราะเชื่อว่าคนมีสตางค์ ยังไงก็ต้องอยากให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเล็กอยู่แล้ว ถึงแม้จะต้องเสียเงินบ้างน้อยก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อรายได้แต่อย่างใด และในทางกลับกัน คนที่ไม่มีสตางค์ ก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษ และพอเมื่อเริ่มเรียนในชั้นป. 3  ก็จะตามคนที่มีสตางค์ไม่ทันไปเลย

ทั้งนี้ กฎระเบียบห้ามสอนภาษาอังกฤษในเด็กต่ำกว่า ป.3 เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 ซึ่งก็คงต้องรอดูท่าทีกันต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรกับวงการการศึกษาของประเทศเกาหลีใต้

เพราะภาษาอังกฤษสำคัญ ไต้หวันยกเป็นภาษาทางการ

“ไต้หวันเตรียมยกภาษาอังกฤษ ให้เป็นภาษาราชการภาษาที่ 2”

เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาที่สำคัญและใช้กันมากที่สุดในโลก ถือว่าเป็นภาษาสากลที่ไม่ว่าเวลาไปไหนในโลกนี้ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นภาษาสากลกันทั้งนั้น ไต้หวันเอง ถึงแม้จะมีการใช้ภาษาจีนเป็นภาษาประจำชาติมาตลอด แต่ทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ว่าจะทำให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในทางการค้าและการศึกษาของคนในชาติ ดังนั้นจึงมีการหารือว่าจะยกระดับภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาทางการ ซึ่งถือว่าเป็นภาษาประจำชาติภาษาที่สองของไต้หวัน

โดยทางนายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงและเปิดเผยรายละเอียดว่า “เพราะว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสำคัญ และต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษกันอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ชั้นเรียนอนุบาล ประถม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการศึกษา ให้สามารถเรียนรู้ได้กว้างไกล สามารถแปลเอกสารหรือข้อมูลสำคัญจากภาษาอังกฤษ และสามารถเข้าใจได้ดี เพื่อจะทำให้การศึกษาในวันข้างหน้า เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งภาษาอังกฤษยังมีความสำคัญในการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ รวมทั้งการติดต่อสื่อสารอื่นๆในอนาคตจะต้องใช้ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น”

แต่ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ไล่ ชิงเต่อ ของไต้หวัน ก็ได้กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ได้บังคับใช้โดยรัฐบาล แต่จะใช้ความเห็นชอบร่วมกันของประชาชนในไต้หวัน โดยอาจจะมีการปรับเนื้อหาในระเบียบต่างๆ รวมทั้งกฎเกณฑ์ในระเบียบทางการศึกษา ให้เหมาะสมกับคนในชาติก่อนที่จะนำนโยบายนี้มาปรับใช้อย่างเป็นทางการ

ไต้หวัน-ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ

ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไต้หวัน

ประเทศไต้หวัน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐจีน อยู่ในทวีปเอเชียตะวันออก มีเกาะใหญ่ๆประกอบด้วยกันในประเทศไต้หวันอยู่ 5 แห่ง โดยทางด้านตะวันตกของไต้หวันจะติดกับจีนแผ่นดินใหญ่ และมีส่วนหนึ่งติดกับประเทศฟิลิปปินส์ทางด้านใต้ โดยมีกรุงไทเปเป็นเมืองหลวง

เดิมทีไต้หวันเป็นที่อยู่ของชนพื้นเมือง แต่เนื่องจากมีชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ตั้งรกรากย้ายมาอาศัยอยู่ที่ทางเกาะไต้หวันกันมากขึ้น อีกทั้งยังมีชาวสเปนและชาววิลันดาเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยร่วมด้วย ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตาม ประเทศไต้หวันเองก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นประเทศเอกราช และยังอยู่ภายใต้ชื่อของประเทศจีน มาโดยตลอด

ประเทศไต้หวันเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย มีเศรษฐกิจที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาโดยตลอด จึงทำให้ประเทศไต้หวันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่งแนวคิดในการนำภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาทางการ และสนับสนุนให้คนในชาติเริ่มใช้ภาษาอังกฤษกันตั้งแต่เด็กๆ ก็ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นพัฒนาขีดความรู้ของคนในชาติให้อยู่ในระดับสูง และทัดเทียมกับประเทศทางฝั่งตะวันตกได้อย่างเร็วมากขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทยที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการนั้น ก็เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ส่งผลต่อข้อจำกัดในการเรียนรู้ ยิ่งในทุกวันนี้เป็นยุคสมัยนั้นอินเตอร์เน็ต ความรู้ทุกอย่างอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต แต่เพราะประชากรชาวไทยสามารถแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้น้อย จึงทำให้ได้รับประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

https://gmlive.com/english-to-be-another-official-language-of-taiwan
https://pasacenter.com/

เก่งฝุด ๆ น้อง ม.ต้น พูดภาษาอังกฤษแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบเนียนกริ๊บ

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความจำเป็นมากสำหรับการศึกษาในทุกวันนี้ ยิ่งเรารู้ภาษาอังกฤษให้มาก ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสในการหาความรู้จากทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ทุกวันนี้โรงเรียนต่างๆก็พยายามนำอาจารย์ต่างชาติมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะมีงบประมาณที่สูง ซึ่งโรงเรียนตามต่างจังหวัดอาจจะไม่มีงบประมาณในการจ้างคุณครูสอนภาษาอังกฤษที่มีราคาสูงถึงขนาดนั้น

>> อยากเก่งภาษาอังกฤษ ฝึกด้วยตัวเองได้นะ

สำหรับเรื่องนี้ต้องขอขอบคุณทางโรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม โดยการนำครูสอนภาษาอังกฤษ ที่เป็นชาวฟิลิปปินส์ มาเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน ซึ่งโดยปกติแล้วประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ควบคู่กับภาษาตากาล็อกซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น และเป็นที่ยอมรับว่าภาษาอังกฤษของฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้ด้อยกว่าภาษาอังกฤษจากประเทศฝั่งยุโรปเลย ดังนั้นแล้วการเชิญคุณครูที่เป็นชาวฟิลิปปินส์มาสอนจึงทำให้สกิลภาษาอังกฤษของเด็กๆดีขึ้นจนถึงระดับพูดแนะนําสถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษได้แบบสบายๆเลย

น้องสาวสุดเก่งคนนี้ มีชื่อว่า เด็กหญิงมนัสนันท์ บุญแจ้ง เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม คลิปนี้ได้ถูกเผยแพร่โดยสมาชิกเฟซบุ๊คคุณ แสน ราชสีห์ ซึ่งจากในคลิปจะเห็นได้ว่าน้องนักเรียนผู้หญิงคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้แบบลื่นไหล และมีสำเนียงที่ดีเหมือนกับเจ้าของภาษา เมื่อได้แชร์ผ่านทางโลกออนไลน์ไปก็มีการแชร์และพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง สำหรับสกิลภาษาอังกฤษน้องมนัสนันท์ จะลื่นหูแค่ไหน ลองไปชมคลิปกันดีกว่า

อยากเก่งภาษาอังกฤษ ไม่ยากอย่างที่คิด

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า? มีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยเลย ที่บางทีอาจรำคาญกับระดับภาษาอังกฤษของตน ทำไมน่ะเหรอ ก็อุตส่าห์เรียนมาตั้งแต่อนุบาล แต่ทุกวันนี้ก็ยังพูดกันไม่ได้ เจอหนังสือภาษาอังกฤษเข้าไป ก็อ่านไม่รู้เรื่องสักครั้ง เจอฝรั่งหัวทอง หัวดำ หรือหัวเกรียนจ้อภาษาอังกฤษใส่ทีไรเป็นจำต้องหลบแล้วหลบอีก แกล้งหลับเลยก็ยังมี แล้วคุณคิดว่า ปัญหาของการติดต่อสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ของพวกเราคนไทยเนี่ย มันมาจากอะไรกันแน่ แล้วมันจะมีทางที่เราจะเก่งภาษาอังกฤษบ้างได้ไหม ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ แต่อยากพูดฟังให้มันรู้เรื่องกะเค้าบ้าง

บางคนก็อาจจะลองลงเรียนในสถาบันสอนภาษา หรือถ้ามีสตางค์หน่อยก็อาจจะจ้างคุณครูมาสอนเป็นการส่วนตัว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ พูดอังกฤษกันไม่ได้สักกะที พอเลิกเรียนแล้วก็คืนครูกันหมด ถามว่า แล้วมันจะมีทางไหนบ้างไหม ให้เราพอจะพูดภาษาอังกฤษกันได้ อ่านภาษาอังกฤษเข้าใจ วันนี้เราก็มีวิธีมาฝากเพื่อน ๆ กันด้วยนะ แนวทางที่ยอดเยี่ยมของการศึกษาภาษาอังกฤษหรือภาษาลำดับที่สามใดๆเป็นการไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการใช้ภาษานั้นๆแบบ Full-time หรือเอาง่ายๆเป็นไปอยู่เมืองนอกนั่นเอง แต่ว่าจะมีสักกี่ผู้ที่ทำแบบงั้นได้ถ้าหากไม่มั่งมีจริง หรือเปล่ามีงานหรือหน้าที่อันอื่นที่จำต้องรับผิดชอบในประเทศไทย อีกหนึ่งแนวทางที่ได้ประสิทธิภาพที่ดี มัธยัสถ์ และก็ศึกษาได้ตลอดระยะเวลาเป็นการฝึกซ้อมด้วยตัวเองตามสื่อและก็วิถีทางต่างๆที่มีอยู่เยอะแยะนับไม่ถ้วนในโลกไร้พรมแดนในขณะนี้

การเล่าเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาใดสุดแล้วแต่มีเพียงแค่ 4 ความถนัดสำคัญๆที่พวกเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเป็น ฟัง บอก อ่าน รวมทั้งเขียน ก่อนศึกษาค้นคว้าพวกเราควรจะทราบระดับของตนก่อนว่าภาษาพวกเราแย่มาก ห่วยแตก ใช้ได้ ดี หรือ ดีเยี่ยมมากแค่ไหน แนวทางทดลองไม่จำเป็นต้องไปหาข้อสอบมาทำให้ยุ่งยากเพราะว่าพวกเรารู้สึกตัวพวกเราเองอยู่แล้วว่าพวกเราอยู่ระดับไหน เพียงแต่ไม่พูดเท็จตนเองเป็นพอเพียง เสร็จแล้วตั้งความมุ่งหมายหรือหาจุดหมายของการศึกษาเล่าเรียนว่าพวกเราจะปรับปรุงความชำนาญด้านใดดี ลำดับต่อไปก็แค่เพียงเริ่มลงมือและก็อดเพียงเท่านั้น วิถีทางและก็แนวทางขอชี้แจงในขั้นตอนต่อไป

ผมขอชี้แนะในกรณีที่ระดับภาษาอยู่ในพื้นฐาน หรือที่บางบุคคลบางทีอาจบอกกับตนเองว่า “ห่วย” นั่นเอง สิ่งที่จะจะต้องฝึกฝนพื้นฐานเลยเป็นความชำนาญการ ฟัง และก็ อ่าน เนื่องจาก ฟังแล้วก็อ่านเป็นทักษาการรับทราบ ทำความเข้าใจ หรือนำข้อมูลเข้าใส่ตัว (Input) ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจที่ง่ายดายกว่า ถ้าจะเริ่มด้วยการพูดหรือเขียนมั่นใจว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจไปต่อกันผิดอย่างยิ่งจริงๆ เว้นแต่ว่าจะมีความถนัดดีอยู่แล้ว ต่อนี้ไปมาดูกันว่าพวกเราจะเริ่มทำความเข้าใจกันได้ยังไง

ฝึกฟังให้มาก ๆ

การฟังเป็นการศึกษาซึ่งสามารถทำเป็นทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเพียงแค่ 1 นาที 5 นาที หรือเป็นชั่วโมง การฝึกฝนที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็นการฟังข่าวสารภาษาอังกฤษ วิถีทางการฟังมีมากมายมากมาย อย่างเช่น มองข่าวสารผ่านโทรทัศน์CNN, BBC หรือช่องอื่นๆหรือ ฟังข่าวสารออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งหาดาวน์โหลด Application พวกนี้ได้ง่ายดาย หัวข้อเป็นฟังไม่รู้เรื่อง มันมืดไปหมด แล้วแบบนี้จะศึกษาได้ยังไง อย่าพึ่งจะยอมแพ้ขอรับเนื่องจากคือเรื่องปกติถ้าฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเหตุว่าแม้แต่ผู้ที่ระดับภาษาอังกฤษค่อยข้างก็ดีครั้งคราวเขายังฟังข่าวสารไม่ค่อยเข้าใจก็มี สิ่งที่จะเสนอแนะเป็นเพียรพยายามฟังเสมอๆถ้ามีเวลาอุตสาหะตั้งใจฟังแล้วก็อุตสาหะจับให้ได้ว่าเขากำลังรายงานข่าวสารเรื่องอะไรอยู่ มานะแยกประเภทศัพท์แต่ละคำออกมาจากกันให้ได้ถึงแม่จะไม่รู้เรื่องความหมายของคำนั้นๆก็ตาม เนื่องจากถ้าเกิดพวกเราฟังเฉยๆลอยๆจะดังเวลาฝรั่งอ่านหนังสือภาษาไทยที่ไม่ทราบว่าแต่ว่าละคำจบที่ไหนเนื่องจากว่าเขียนชิดกันเป็นแนวไปหมด ด้วยเหตุผลดังกล่าวตอนเริ่มฟังใหม่ๆไม่จำเป็นที่ต้องรู้เรื่องรู้ราวหมายหรือเข้าใจทั้งปวง เพียงแค่พากเพียรจับคำร้องของผู้สื่อข่าวให้ได้ก็เพียงพอ แต่ว่าถ้าเกิดมิได้จริงๆอย่าพึ่งท้อด้วยเหตุว่าการฟังบ่อยครั้งก็ช่วยทำให้พวกเราเคยชินกับสำเนียง ทำนอง ระดับค่อนข้างสูงต่ำ ของภาษาได้ไปในตัว ฟังไปนานๆมันจะฝังอยู่ในจิตไร้สำนึกพวกเราเองและไม่ช้าพวกเราจะจับคำกล่าวที่พวกเราฟังได้โดยที่ไม่ต้องเพียรพยายามอีกต่อไป

ถัดมาเป็นการฝึกฝนฟังจากการดูหนัง หรือซีรี่ฝรั่ง คำเสนอแนะเป็นห้ามมี Subtitle หรือหากควรจะมีจริงๆควรเป็นภาษาอังกฤษแค่นั้น ห้ามเป็นภาษาไทยโดยเด็ดขาด เนื่องจากว่าคุณจะไม่ได้อะไรเลยจากการดูหนังในตอนนั้น การดูหนังหรือซีปรี่ภาษาอังกฤษจะดีตรงที่ภาษาจะเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วๆไป เสนอแนะอย่าเลือกหนังที่เป็นหนังประวัติศาสตร์ย้อนยุค เนื่องจากพวกเราจะไม่รู้เรื่องภาษา ถ้าหากเลือกได้เสนอแนะหนังการ์ตูนของ Walt Disney มองสวยเพลิดเพลินๆรวมทั้งภาษาเข้าใจง่าย ส่วนซี่ปรี่ก็เลือกมองที่พวกเราถนัด

การฟังอีกอย่างเป็นการฟังเพลง มั่นใจว่าทุกคนฟังเพลงสากล แม้กระนั้นมีกี่ผู้ที่ทราบว่าเพลงที่ฟังอยู่สื่อถึงอะไร หรือเนื้อเพลงมีความหมายว่าอะไร แม้ฟังอย่างงั้นจะเป็นเพียงแค่การฟังเพื่อความบันเทิง การฟังที่ได้ทำความเข้าใจไปด้วยชี้แนะให้เปิดใส่ความหมายของเนื้อร้องประกอบไปด้วย บางทีก็อาจจะฝึกหัดแปลเองหรือเข้าไปหาดูบทแปลจากอินเตอร์เน็ท แต่ว่าระวังนิดเดียวเพราะเหตุว่าบางเว็ปที่แปลเพลงสากลบางทีอาจแปลได้ไม่ค่อยตรงความหมายของเพลงหรือความหมายมิได้ตามอารมณ์ที่ควรเป็นของเพลงนั้นๆจุดเด่นของการฟังเพลงเป็นเพลง 1 เพลงธรรมดาพวกเราไม่ฟังเพียงแค่รอบเดียวแล้วเลิกฟัง พวกเราชอบฟังบ่อยๆแต่ละวันก็เลยกระตุ้นให้เกิดการคุ้นหูและก็คุ้นชินกับประโยคในเพลง ถ้าเกิดพวกเรารู้เรื่องรู้ราวหมายจะเป็นเรื่องดีที่พวกเราได้ทำความเข้าใจทั้งยังศัพท์และก็แบบอย่างการใช้ไปในตัว เวลาจำไปใช้ก็เอาไปอีกทั้งประโยคได้เลย

การอ่านก็ต้องอย่าลืม

อ่านน้อยได้น้อย อ่านมากมายได้มาก อันนี้ขึ้นกับความขยันของตัวบุคคลจริงๆครั้งใดก็ตามพวกเราอ่านพวกเราจะได้อะไรเสมอ สำหรับเพื่อการอ่านภาษาอังกฤษไหนๆก็จะเริ่มอ่านแล้วควรจะอ่านให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด เสนอแนะให้อ่านข่าวสารภาษาอังกฤษ บทความ หรือแมกกาซีนภาษาอังกฤษ การอ่านจะไม่เหมือนกับการฟังตรงที่เวลาอ่านมานะทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเรากำลังอ่าน ถ้าหากพบศัพท์แปลกที่พวกเราไม่รู้เรื่องความหมายให้เปิดพจนานุกรมและก็เขียนดูแลไว้เลย (เสนอแนะให้เขียนลงในรายละเอียดที่พวกเราอ่านเลย) แม้เป็นได้ควรจะอ่านวันแล้ววันเล่าขั้นต่ำวันละหนึ่งหัวข้อข่าวสารหรือหนึ่งบทความ พบคำที่ไม่รู้จักให้เปิดพจนานุกรมแล้วก็เขียนไว้ถึงจะเป็นคำเดิมที่พวกเราเคยพบและก็เคยเปิดมาแล้ว เนื่องจากว่าหากเปิดอีกครั้งนั่นถือว่าพวกเรายังจำไม่ได้ ถ้าอ่านวันแล้ววันเล่าพวกเราจะมีความเห็นว่าพวกเราจะพบศัพท์เดิมๆบ่อย สุดท้ายพวกเราจะจำคำนั้นๆได้อัตโนมัติ แต่ว่าการอ่านไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดแบบละเอียดทุกคำเพราะว่ามันจะก่อให้พวกเรากำเนิดอาการรำคาญท้อละเลิกอ่านไปท้ายที่สุด บางครั้งบางคราวพวกเราสามารถทายใจความหมายจากบริบทได้ อันนี้บางทีอาจจะต้องฝึกหัดเสมอ

การศึกษาภาษาลำดับที่สามจึงควรมาพร้อมกันกับความขยันแล้วก็ทรหดอดทน ถ้าขาดสิ่งนี้การเล่าเรียนแทบไม่เป็นผลเลย อย่างไรก็เพียรพยายามกันครับผม ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ยากหรือน่าสยดสยอง แต่ว่าถ้าเกิดพวกเราไม่รู้จักแล้วกำเนิดจึงควรใช้ในภายภาคหน้าความน่าสยดสยองจะมาเยี่ยม